เพิ่มรายได้ท้องถิ่นอย่างไรดี? แนวทางจาก 3 เทศบาลยกระดับภาษีท้องถิ่นด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี

การเพิ่มรายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีป้าย เป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้บริหารท้องถิ่นต้องเผชิญมาโดยตลอด หลายเทศบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยการประชาสัมพันธ์เชิงรุก จัดทีมลงพื้นที่สำรวจ อำนวยความสะดวกด้านการชำระเงินออนไลน์ หรือสร้างความเข้าใจกับประชาชนเรื่องการประเมินภาษี ซึ่งเป็นแนวทางที่จำเป็น แต่ก็มักแลกมาด้วยต้นทุนด้านเวลา บุคลากร และงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการจัดเก็บภาษีอาจไม่ได้อยู่ที่ประชาชนไม่อยากจ่ายอย่างเดียวเสมอไป แต่อยู่ที่ข้อมูลไม่ครบ ไม่แม่น และขาดความเชื่อมั่น จึงทำให้การจัดเก็บภาษียากยิ่งขึ้น ดังนั้น จะจัดการข้อมูลทรัพย์สิน ข้อมูลเชิงพื้นที่ และข้อมูลผู้เสียภาษีให้เป็นระบบเดียวกัน ตรวจสอบได้ และโปร่งใสอย่างไร จึงจะช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน เพิ่มความเชื่อมั่นให้ประชาชน และทำให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มกำลังคน
เบดร็อค อนาไลติกส์ จะพาไปดู 3 ตัวอย่างเทศบาลที่ยกระดับรายได้ท้องถิ่นได้จริง ด้วยการเปลี่ยนจากวิธีการจัดเก็บแบบเดิม มาใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นตัวตั้ง
1. เทศบาลนครยะลา ยกระดับการจัดเก็บภาษีด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่และ AI
สำนักคลังของเทศบาลนครยะลา เผชิญข้อจำกัดจากระบบบริหารจัดการภาษีและทะเบียนทรัพย์สินแบบเดิมที่ซับซ้อน ใช้งานยาก และไม่สอดคล้องกับบริบทการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีป้ายในปัจจุบัน ส่งผลให้การประเมินภาษีขาดความแม่นยำ รายได้จัดเก็บไม่ครบถ้วน และมีต้นทุนการสำรวจสูงทั้งด้านเวลาและกำลังคน
เทศบาลจึงปรับแนวทางสู่การรวมศูนย์ข้อมูล โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญ ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ด้วยโดรนและภาพถ่ายดาวเทียม การเก็บข้อมูลภาคพื้นดินด้วยรถสำรวจภูมิประเทศแบบเคลื่อนที่ (MMS) ไปจนถึงการเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบทะเบียนภาษีแบบอัตโนมัติ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจจับป้าย ระบุตำแหน่ง วัดขนาด แยกประเภท ประเมินภาษี วิเคราะห์การใช้ประโยชน์ที่ดิน และสรุปผลผ่านแดชบอร์ดที่ผู้บริหารสามารถเห็นภาพรวมได้ทันที
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ก็คือรายรับจากภาษีป้าย และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นจาก 4.77% เป็น 17.09% ของรายรับรวม เมื่อเปรียบเทียบปีงบประมาณ 2566 และ 2567 ขณะที่จำนวนผู้ชำระภาษีก็เพิ่มขึ้น อีกทั้งระยะเวลาดำเนินงานตลอดกระบวนการจัดเก็บก็ลดลง ที่สำคัญเทศบาลนครยะลายังได้รับ รางวัลชนะเลิศ Smart City Solutions Awards 2024 ระดับดีเลิศ ด้านการบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) ด้วย

2. เทศบาลเมืองบึงยี่โถ สร้างความโปร่งใส เสริมความเชื่อมั่น ด้วยแพลตฟอร์มภาษีอัจฉริยะ
เทศบาลเมืองบึงยี่โถมุ่งยกระดับการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความเข้าใจร่วมกันระหว่างเทศบาลกับประชาชน เพื่อลดข้อโต้แย้งและสร้างความเชื่อมั่นในการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีป้าย
เทศบาลจึงนำแพลตฟอร์มภาษีอัจฉริยะมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารข้อเท็จจริง โดยแสดงปัจจัยการประเมินภาษีอย่างชัดเจนผ่านแดชบอร์ด ให้ผู้เสียภาษีสามารถตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้ประชาชนเข้าใจที่มา เห็นความเป็นธรรม และมีความพร้อมในการชำระภาษีมากขึ้น
ในมุมการบริหารจัดการ แพลตฟอร์มยังช่วยให้เทศบาลติดตามสถานะการจัดเก็บภาษีแบบเรียลไทม์ เห็นภาพรวมรายได้ ผู้ชำระภาษี และประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายจัดเก็บได้อย่างเป็นระบบ พร้อมต่อยอดข้อมูลไปใช้สนับสนุนการวางแผนและพัฒนาเมืองในมิติอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. เทศบาลนครแหลมฉบัง ยกระดับครบวงจร ลดภาระงาน เพิ่มรายได้อย่างเป็นระบบ
สำนักคลังของเทศบาลนครแหลมฉบัง ต้องพบกับความท้าทายจากการปรับเปลี่ยนกฎหมายสู่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านกำลังคน กระบวนการประเมินที่ซับซ้อน ต้องใช้ดุลยพินิจสูง และเกิดข้อโต้แย้งกับประชาชน จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของรายได้เทศบาล
เทศบาลจึงนำแพลตฟอร์มภาษีอัจฉริยะมาใช้ยกระดับการทำงานของสำนักคลังแบบครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจและจัดทำแผนที่ภาษี การนำเข้าข้อมูลอัตโนมัติ ระบบทะเบียนทรัพย์สิน ไปจนถึงระบบประเมินภาษีอัจฉริยะ โดยใช้รถสำรวจ MMS สำหรับเก็บข้อมูลป้ายและพิกัด และบูรณาการเทคโนโลยีอัจฉริยะหลากหลายรูปแบบเพื่อสนับสนุนการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือ รายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับคุณภาพข้อมูลที่แม่นยำและขั้นตอนการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการสำรวจภาคสนามที่รวดเร็ว ครอบคลุม และละเอียดกว่าเดิม ขณะที่ระบบทะเบียนและการประเมินภาษีสามารถประเมินทรัพย์สินกว่า 40,000 รายการได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายวันและใช้ทรัพยากรจำนวนมาก

เทศบาลจะรู้ได้อย่างไรว่าปัญหาอยู่ที่ “ข้อมูล” และ “เทคโนโลยี”
จากตัวอย่างทั้ง 3 เทศบาล จะเห็นว่าการเพิ่มรายได้จากการเก็บภาษีของท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด หรือการใช้แรงคนมากขึ้นเสมอไป แต่เริ่มจากการสำรวจและตั้งคำถามถึงเทศบาลของตนเองว่า แผนที่ภาษีและระบบทะเบียนภาษีของเทศบาลมีประสิทธิภาพมากพอแล้วหรือยัง โดยสามารถประเมินปัญหานี้ได้ด้วยการเช็กได้จากประเด็นต่อไปนี้
1. ข้อมูลภาษีที่เทศบาลมีอยู่ ครบและเชื่อถือได้จริงหรือไม่
เทศบาลลองสำรวจและตอบคำถามว่าข้อมูลที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่ครบทุกแปลงหรือไม่, ทะเบียนภาษีตรงกับสภาพพื้นที่จริงใช่หรือไม่ และมีทรัพย์สินตกหล่น ซ้ำซ้อน หรือไม่อยู่ในระบบมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากยังไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจน แสดงว่าฐานข้อมูลอาจที่ยังไม่ดีพอ
2. แผนที่ภาษีสามารถใช้ประเมินได้จริงหรือไม่
แผนที่ภาษีที่ดี มักจะมีพิกัดที่ชัดเจนของป้าย อาคาร และที่ดิน ทั้งยังสามารถเปิดดูทรัพย์สินรายแปลงบนแผนที่ได้ รวมถึงตรวจสอบย้อนหลังได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้การประเมินภาษีมีประสิทธิภาพ
3. งานสำรวจใช้เวลาและกำลังคนมากเกินไปหรือไม่
เทศบาลจะต้องประเมินกระบวนการสำรวจว่ายังใช้แรงคนเป็นหลักหรือไม่ โดยดูว่ายังต้องเดินสำรวจทีละหลังหรือไม่ มีการใช้โดรน ดาวเทียม หรือรถสำรวจ MMS มาช่วยลดภาระบ้างหรือยัง รวมถึงข้อมูลสำรวจยังต้องคีย์มือ หรือสามารถนำเข้าระบบอัตโนมัติได้แล้ว ซึ่งหากยังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ ก็จะส่งผลให้งานสำรวจใช้ต้นทุนเวลาและกำลังคนสูง อีกทั้งข้อมูลยังล้าสมัยเร็วด้วย
4. ลดข้อขัดแย้งกับประชาชนได้หรือไม่
แผนที่ภาษีและระบบทะเบียนภาษีที่ใช้ในการประเมินภาษีที่ดี จะต้องเป็นเครื่องมืออ้างอิงให้ประชาชนผู้เสียภาษีเข้าใจได้ว่าประเมินจากอะไร ใช้ชุดข้อมูลแบบใด เพื่อให้ผู้เสียภาษีได้เห็นข้อมูลของตนเอง ซึ่งหากพบว่าระบบที่ใช้ยังไม่ตอบโจทย์เรื่องนี้ ก็จะเสี่ยงต่อการเกิดข้อโต้แย้งกับประชาชน
5. สามารถติดตามรายได้แบบเรียลไทม์ได้หรือไม่
หากแพลตฟอร์มหรือระบบที่ใช้ มีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลาในการอัปเดตข้อมูล และการดูภาพรวมแบบเรียลไทม์ ซึ่งส่งผลให้ผู้บริหารไม่ทราบข้อมูลภาพรวมการจัดเก็บภาษีแบบอัปเดตว่า ตอนนี้เก็บได้เท่าไร มีพื้นที่ใดค้างชำระ พื้นที่ใดจัดเก็บได้น้อย เป็นต้น อาจส่งผลให้เทศบาลไม่สามารถบริหารงานแบบเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. ข้อมูลภาษีถูกนำไปใช้พัฒนาเมืองต่อหรือไม่
แผนที่ภาษีและระบบทะเบียนภาษีที่มีศักยภาพสูง จะทำให้เทศบาลสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาเมืองในมิติอื่นได้ เช่น วางแผนผังเมืองและการใช้ที่ดิน ระบุอาคารและครัวเรือนเสี่ยงภัยเพื่อรับมือภัยพิบัติ รวมถึงช่วยตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างตรงจุด ซึ่งหากพบว่าใช้ได้แค่เก็บภาษี แสดงว่าระบบนั้น ๆ อาจยังต่อยอดศักยภาพของข้อมูลได้ไม่เต็มที่
การยกระดับการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นจากรูปแบบเดิมสู่การใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ช่วยให้เทศบาลมองเห็นปัญหาได้ชัด ตัดสินใจได้เร็ว และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน โดยไม่เพิ่มภาระให้บุคลากร อย่างที่ทั้ง 3 เทศบาลได้พิสูจน์ผลลัพธ์มาแล้ว หากเทศบาลใดสนใจนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อยกระดับรายได้ท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ เบดร็อค อนาไลติกส์ พร้อมสนับสนุนตั้งแต่การสำรวจข้อมูลจนถึงการบริหารจัดการแบบครบวงจร อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่