เช็กน้ำท่วมยุคใหม่ เช็กอะไร จากไหน ให้ท้องถิ่นวางแผนแม่นยำและลดความตื่นตระหนกได้

ที่ผ่านมาการเช็กน้ำท่วมของท้องถิ่นมักอาศัยประสบการณ์ สังเกตปริมาณฝน หรือรอประกาศจากหน่วยงานกลางเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน ปัจจัยของการเกิดน้ำท่วมมีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนก็สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทันทีผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนเริ่มเช็กสถานการณ์น้ำด้วยตนเองอยู่ตลอดเวลา
ยิ่งหากท้องถิ่นแจ้งเตือนล่าช้า ข้อมูลไม่แม่นยำ หรือสื่อสารไม่ชัดเจน ประชาชนก็อาจสูญเสียความเชื่อมั่น และหันไปเชื่อข่าวลือหรือข้อมูลที่ยังไม่ได้ตรวจสอบแทน ซึ่งอาจนำไปสู่ความตื่นตระหนก เพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเองก็ทำงานได้ยากขึ้น เพราะประชาชนขาดความมั่นใจในข้อมูลจากท้องถิ่น
ดังนั้น การเช็กน้ำท่วมในยุคดิจิทัลให้มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือ จึงต้องใช้ข้อมูลหลายด้านมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้รู้สถานการณ์ก่อนประชาชน พร้อมวางแผนรับมือและลดความตื่นตระหนกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบดร็อค อนาไลติกส์ จึงรวบรวมข้อมูลสำคัญที่ท้องถิ่นควรเช็กน้ำท่วม ก่อนวางแผนและแจ้งเตือนประชาชนอย่างรวดเร็วมาแนะนำ
1. ข้อมูลสภาพอากาศและฝน
ข้อมูลพื้นฐานในการเช็กน้ำท่วม คือ ข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณฝน เพราะคือจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ท้องถิ่นเห็นแนวโน้มความเสี่ยงได้ล่วงหน้า โดยควรติดตามทั้งการพยากรณ์ฝน ปริมาณฝนสะสม ฝนรายชั่วโมง ทิศทางลม รวมถึงแนวโน้มพายุและมรสุมที่อาจส่งผลต่อพื้นที่
สำหรับแหล่งข้อมูลสำคัญที่สามารถติดตามได้ ก็อย่างเช่น กรมอุตุนิยมวิทยา, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถเช็กน้ำท่วมได้เร็วขึ้น เตรียมระบบระบายน้ำ วางแผนรับมือ และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที

2. ข้อมูลระดับน้ำ
ข้อมูลระดับน้ำ ทั้งระดับน้ำในแม่น้ำ คลอง และแหล่งน้ำสำคัญ รวมถึงอัตราการไหลของน้ำ ปริมาณน้ำในเขื่อน และข้อมูลจากจุดตรวจวัดระดับน้ำแบบเรียลไทม์ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันได้ชัดเจน ว่าน้ำกำลังเพิ่มขึ้นเร็วหรือช้า การระบายน้ำเป็นอย่างไร และมีแนวโน้มที่น้ำจะไหลเข้าสู่พื้นที่หรือไม่ อีกทั้งยังนำไปประเมินได้ว่าระบบระบายน้ำรองรับสถานการณ์ได้เพียงพอหรือไม่
สำหรับแหล่งข้อมูลสำคัญที่สามารถติดตามได้ ก็อย่างเช่น กรมชลประทาน, กรมทรัพยากรน้ำ, คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่มีข้อมูลสถานการณ์น้ำและเขื่อนสำคัญทั่วประเทศ
3. ข้อมูลภูมิประเทศและพื้นที่เสี่ยง
ข้อมูลภูมิประเทศและพื้นที่เสี่ยง เป็นอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญในการเช็กน้ำท่วม เพราะช่วยให้ท้องถิ่นเข้าใจลักษณะพื้นที่และความเสี่ยงของตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจุดน้ำท่วมซ้ำซาก พื้นที่ลุ่มต่ำ โครงสร้างระบบระบายน้ำ รวมถึงแผนที่เสี่ยงน้ำท่วม ซึ่งจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าน้ำมีโอกาสไหลไปทางไหน พื้นที่ใดเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด และควรเฝ้าระวังจุดใดเป็นพิเศษ
สำหรับแหล่งข้อมูลสำคัญที่สามารถติดตามได้ ก็อย่างเช่น สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA), กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กรมทรัพยากรธรณี รวมถึงคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ

4. ข้อมูลพื้นที่รอบข้าง
การเช็กน้ำท่วม โดยดูแต่เฉพาะพื้นที่ตัวเอง อาจยังไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ท้องถิ่นจึงควรติดตามข้อมูลจากพื้นที่รอบข้างร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต้นน้ำ การระบายน้ำจากพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงการเปิด–ปิดประตูน้ำ เพื่อให้เห็นภาพรวมของทิศทางน้ำที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา ซึ่งจะช่วยให้สามารถคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าได้ ทำให้วางแผนป้องกัน เตรียมระบบระบายน้ำ แจ้งเตือนประชาชน และบริหารทรัพยากรได้ทันก่อนน้ำจะมา
5. ข้อมูลเหตุการณ์ย้อนหลัง
ข้อมูลเหตุการณ์ย้อนหลัง จะช่วยให้ท้องถิ่นคาดการณ์ความเสี่ยงและวางแผนรับมือได้แม่นยำมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วม ระดับน้ำสูงสุดในอดีต ระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง หรือจุดที่ได้รับผลกระทบซ้ำซาก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เห็นพฤติกรรมของน้ำและแนวโน้มความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น
สำหรับแหล่งข้อมูลสำคัญที่สามารถติดตามได้ ก็อย่างเช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA), กรมทรัพยากรธรณี และคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ท้องถิ่นเองก็ควรมีการบันทึกข้อมูลเหตุการณ์น้ำท่วมย้อนหลังในพื้นที่ของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการเช็กน้ำท่วม วางแผนป้องกัน และลดความสูญเสียในอนาคตในแบบเฉพาะเจาะจงพื้นที่
6. ข้อมูลจาก IoT และ CCTV ของท้องถิ่น
ข้อมูลจากระบบ IoT และกล้อง CCTV ที่ติดตั้งตามจุดเสี่ยง แหล่งต้นน้ำ หรือสถานที่สำคัญในพื้นที่จริง คืออีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการเช็กน้ำท่วมแบบเรียลไทม์ เพราะช่วยให้ท้องถิ่นเห็นสถานการณ์จริงของพื้นที่ตนเองได้ทันที ทั้งระดับน้ำ ความเร็วของน้ำ และสภาพพื้นที่ในเวลานั้น ๆ โดยไม่ต้องรอข้อมูลจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
ปัจจุบัน มีผู้ให้บริการหลากหลายเจ้าในการบริการติดตั้งระบบ IoT และ AI CCTV ที่มาพร้อมแพลตฟอร์มรวมข้อมูลและระบบแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ อย่างเช่น โซลูชันบริหารจัดการภัยพิบัติอัจฉริยะ จากเบดร็อค อนาไลติกส์ ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำได้เรียลไทม์ ใช้งานง่ายไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญ พร้อมนำไปใช้ในการแจ้งเตือนประชาชน ปรับแผนรับมือ และสั่งการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

6 กลุ่มข้อมูลที่ควรใช้เช็กน้ำท่วมเหล่านี้ เป็นกลุ่มข้อมูลหลักที่ควรมีการติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องรอเช็กเมื่อเกิดเหตุแล้ว เพื่อให้รู้เร็ว รู้ลึก และอัปเดตทันที ส่งผลให้การวางแผนรับมือแม่นยำ การแจ้งเตือนประชาชนก็มีความน่าเชื่อถือ ช่วยลดความสับสน และลดความตื่นตระหนก ที่สำคัญจะส่งผลให้ประชาชนพร้อมร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของท้องถิ่นในสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ