เมื่อภัยพิบัติเปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ Mindset ก่อนภัยพิบัติจะเปลี่ยนเมือง

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่และหลายพื้นที่ในภาคใต้เมื่อปีที่ผ่านมา(2569) สะท้อนให้เห็นว่า "ประสบการณ์เดิม" อาจไม่เพียงพอสำหรับการรับมือภัยพิบัติในยุคที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เบดร็อค อนาไลติกส์ สรุปประเด็นสำคัญจากการบรรยายหัวข้อ "เปลี่ยนวิธีคิด สู่อนาคตการจัดการภัยพิบัติ: เมื่อการรับมือเริ่มต้นจาก Mindset" โดย ผศ.ดร. สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากงานสัมมนา "สร้างท้องถิ่นที่พร้อมรับมือทุกภัยพิบัติ ด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี" ว่าเหตุใดการบริหารจัดการภัยพิบัติในวันนี้ ต้องเริ่มจากการ “เปลี่ยนวิธีคิด"

แท้จริงแล้ว “เราไม่รู้” หรือ “เรารู้ แต่เราไม่เชื่อ”
สิ่งที่น้ำท่วมน่านและน้ำท่วมหาดใหญ่มีเหมือนกัน คือหลายคน “ไม่คิดว่ามันจะเกิด” แม้จะมีการประกาศเตือนจากอุตุนิยมวิทยาว่าฝนจะตก แต่หลายคนยังมองผ่านประสบการณ์เดิม เพราะเชื่อว่าฝนคงตกเหมือนทุกปี หรือระดับน้ำไม่น่าจะรุนแรงกว่าที่เคย
แต่ในความจริง ปีที่ผ่านมาหาดใหญ่เผชิญฝนตกต่อเนื่องถึง 3 วัน ปริมาณสะสมกว่า 630 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของคนส่วนใหญ่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "เราไม่รู้" แต่คือ “เรารู้...แต่เราเชื่อข้อมูลนั่นมากน้อยแค่ไหน” มากกว่า

อย่ารอส่วนกลางหรือรองบพัฒนาระบบให้สมบูรณ์ แต่ให้เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ แบบค่อยเป็นไป
การบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยในทุกวันนี้ มีหน่วยงานกำกับที่ชื่อว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และมีคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) หน้าที่กำหนดนโยบาย บริหารจัดการ กำกับดูแล และบูรณาการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยให้เป็นระบบและเป็นเอกภาพ แล้วยังมีมีหน่วยงานย่อยลงมาจำนวนมาก อย่างสงขลาจะอยู่ภาคใต้ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเป็นประธานกรรมการ โดยตอนนี้ไทยมีแนวคิดที่จะนำ Digital Twin มาใช้ แต่ยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกหลายปี
ดังนั้น อยากแนะนำให้จังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งและระบบจากส่วนกลาง หรือรองบมากพอที่จะพัฒนาระบบจัดการภัยพิบัติให้สมบูรณ์ แต่สามารถเริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัลและฐานข้อมูลของพื้นที่ตนเองมาเชื่อมโยงกัน เพื่อยกระดับการคาดการณ์และการแจ้งเตือนแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ภายใต้อำนาจและงบประมาณที่ทำได้
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีข้อมูลด้านน้ำและภัยพิบัติจากหลายหน่วยงาน โดยมีสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เป็นผู้รวบรวมและทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งสามารถดูข้อมูลจำพวกข้อมูลน้ำในเขื่อนและคาดการณ์ฝนตกได้ แต่ยังประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมไม่ได้
นอกจากนี้ หาดใหญ่ยังมีเรดาร์อากาศ ที่สามารถพยากรณ์อากาศได้ล่วงหน้าได้ 3-6 ชั่วโมง และแบบจำลองน้ำไหลของกรมชลประทาน ซึ่งสามารถนำข้อมูลมารวมกัน เพื่อให้มองเห็นภาพรวมและใช้ประกอบการตัดสินใจได้

ฝนสุดขั้ว โจทย์ใหม่ของการจัดการภัยพิบัติ
ปัจจุบัน ภัยพิบัติไม่ได้เกิดตามรูปแบบเดิมอีกต่อไป ทั้งฝนตกหนักต่อเนื่อง ฝนตกแช่ และฝนปลายฤดู ส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำแบบเดิมอาจไม่ทันต่อสถานการณ์
ท้องถิ่นจึงควรเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลของพื้นที่ นำมาวิเคราะห์ร่วมกับหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างแบบจำลองที่ช่วยมองเห็นภาพรวมของเมือง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติที่เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ มีเทคโนโลยีดิจิทัลหรือ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ ก็จะช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็ว วางแผนเตือนภัย และสั่งการได้แม่นยำยิ่งขึ้น

เมื่อภัยพิบัติเปลี่ยน วิธีคิดก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน การเริ่มต้นวันนี้ แม้ไม่ได้เริ่มจากการมีข้อมูลและเทคโนโลยีที่สมบูรณ์ที่สุด แต่หากลงมือทำอย่างจริงจัง และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยลดความสูญเสียได้อย่างมหาศาลตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป
หากต้องการรับชมการบรรยายหัวข้อ "เปลี่ยนวิธีคิด สู่อนาคตการจัดการภัยพิบัติ: เมื่อการรับมือเริ่มต้นจาก Mindset" โดย ผศ.ดร. สิตางศุ์ พิลัยหล้า สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ https://sl.bedrockanalytics.ai/southdisastereventvdo