จากน้ำท่วมหาดใหญ่ สู่การออกแบบเมืองยืดหยุ่น เปลี่ยนวิกฤตภัยพิบัติให้เป็นทางรอดของท้องถิ่น

ในยุคที่น้ำท่วม ฝนสุดขั้ว และภัยพิบัติเกิดถี่ขึ้น การรับมือไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเกิดเหตุ แต่เริ่มจากการ ออกแบบเมืองให้ยืดหยุ่น ตั้งแต่การวางผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน ไปจนถึงการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยตัดสินใจ
จากงานสัมมนา "Turning Data and Technology into Disaster Resilience: สร้างท้องถิ่นที่พร้อมรับมือทุกภัยพิบัติ ด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี" เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เบดร็อค อนาไลติกส์ ได้สรุปสาระสำคัญจากการบรรยายหัวข้อ "ออกแบบเมืองยืดหยุ่น: จากวิกฤตภัยพิบัติสู่การออกแบบทางรอดของท้องถิ่น" โดย รศ.ดร. พนิต ภู่จินดา อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความเข้าใจว่า "เมืองยืดหยุ่น" คืออะไร เหตุใดจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรับมือภัยพิบัติในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผังเมือง เครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงภัยพิบัติ
ก่อนออกแบบเมืองให้ยืดหยุ่น ต้องเข้าใจบทบาทของ พ.ร.บ.การผังเมือง หรือ พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 กันก่อนว่าเป็นกฎหมายกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาเมือง และการจัดระเบียบพื้นที่ เพื่อสร้างความปลอดภัย ความเป็นอยู่ที่ดี สุขอนามัย การอยู่ร่วมกันของประชาชน รวมถึงป้องกันการถูกรอนสิทธิ
ซึ่งในมิติของภัยพิบัติ ผังเมืองไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดพื้นที่สี แต่เป็นเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยงจากทั้ง ภัยธรรมชาติ และ ภัยที่เกิดจากมนุษย์ ผ่านการวางตำแหน่งโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม
พื้นที่เมืองกับชนบทไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เป็นการพึ่งพากันอย่างสมดุล
อีกหนึ่งเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจก็คือ พื้นที่เมืองกับชนบทไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เป็นการพึ่งพากันอย่างสมดุล ดังนั้นการบริหารจัดการภัยพิบัติไม่สามารถมองเฉพาะพื้นที่เมืองหรือชนบทอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะชนบทเป็นแหล่งผลิตอาหารและหลายครั้งทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับน้ำ ขณะที่เมืองเป็นศูนย์กลางของโรงพยาบาล สถานศึกษา หน่วยงานราชการ และเศรษฐกิจ หากเมืองหยุดทำงานจากน้ำท่วมหรือภัยพิบัติ บริการสำคัญก็จะหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ เมืองจึงต้องได้รับการออกแบบให้สามารถดำเนินภารกิจสำคัญได้ แม้ในช่วงเกิดวิกฤต

เมืองยุคใหม่ซับซ้อนกว่าเดิม จึงต้องออกแบบใหม่
ในอดีต เมืองถูกออกแบบเพื่อป้องกันศัตรู แต่ต่อมาเกิดความท้าทายอย่างภัยพิบัติ โรคระบาด มลพิษ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างเช่น การระบาดของกาฬโรค หรือวิกฤต The Great Smog of London ซึ่งสะท้อนว่า เมื่อเมืองขยายตัวและมีผู้คนอาศัยในเมืองจำนวนมาก แต่ขาดการวางแผนที่ดี ก็จะทำให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงมากกว่าที่คาดคิด
ด้วยความท้าทายเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของแนวคิดการออกแบบเมืองสมัยใหม่ ที่ต้องคำนึงถึงความสูงอาคาร ความกว้างถนน การจัดวางโครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางเข้าถึงพื้นที่ฉุกเฉิน เพื่อให้เมืองสามารถรับมือและฟื้นตัวได้รวดเร็ว
ทำไมน้ำท่วมหาดใหญ่จึงเป็นบทเรียนสำคัญ
ที่ผ่านมา หลายเมืองใช้แนวคิด "ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าเมือง" ด้วยคันกั้นน้ำ คลองระบายน้ำ แก้มลิง หรือพื้นที่รับน้ำ อย่างเช่นกรุงเทพมหานครที่มีต้นน้ำหรือน้ำเหนือมาจากแม่น้ำปิงวังยมน่าน ซึ่งไกลกว่าจะไหลลงมาถึงกรุงเทพฯ
แต่ในกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ แสดงให้เห็นว่า รูปแบบภัยพิบัติเปลี่ยนไป ต้นน้ำอยู่ใกล้ตัวเมือง ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ประกอบกับฝนตกหนักติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง (Rain Bomb) ในเมืองนานติดกันถึง 3 วัน และมีปริมาณเท่ากับน้ำฝนทั้งปี ทำให้การบริหารจัดการน้ำแบบเดิมรับมือได้ไม่ทัน ซึ่งสะท้อนว่า วิธีจัดการน้ำแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

เมืองยืดหยุ่นคือคำตอบของการจัดการภัยพิบัติยุคภาวะโลกร้อน
เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ภัยพิบัติเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น เมืองจึงต้องเปลี่ยนจากการ "รับมือ" ไปสู่การ "เตรียมพร้อม ปรับตัว และฟื้นตัวได้เร็ว”
การออกแบบเมืองยืดหยุ่น จึงต้องคิดบนพื้นฐานว่า “ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ไม่อยากที่จะต้องแก้ปัญหา” เพื่อนำไปสู่ “วิธีป้องกัน” ทั้งในเชิงการวางแผนและการควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม
ในกรณีของหาดใหญ่ จะพบว่าผังเมืองรวมเมืองหาดใหญ่บังคับใช้มานานและหมดอายุไปแล้ว ทำให้มีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำพื้นที่รับน้ำ ซึ่งผิดจากหลักการที่ว่าน้ำมีที่มาก็ต้องมีที่ไป ประกอบกับขาดการวางแผนและควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม
ด้วยข้อจำกัดในปัจจุบันของหาดใหญ่ จึงเกิดคำถามว่า แล้วจะป้องกันอย่างไร จะให้น้ำจะไปทางไหน และเชื่อมโยงการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบได้อย่างไร คำตอบก็คือ “การบรรเทา” ที่แม้ว่าไม่สามารถป้องกันภัยพิบัติได้ทั้งหมด แต่เราสามารถลดผลกระทบและทำให้เมืองกลับมาดำเนินชีวิตได้เร็วที่สุดได้
สร้างเมืองยืดหยุ่น ด้วยการใช้มาตรการด้านสิ่งก่อสร้างและไม่ก่อสร้าง
การออกแบบเมืองยืดหยุ่นเพื่อจัดการกับวิกฤตภัยพิบัติ จำเป็นต้องใช้ทั้งมาตรการด้านสิ่งก่อสร้าง และ มาตรการที่ไม่ใช่สิ่งก่อสร้างควบคู่กัน
- มาตรการด้านสิ่งก่อสร้าง เช่น คลองระบายน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำ และระบบป้องกันน้ำท่วม
- มาตรการที่ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง เช่น ระบบตรวจจับ ระบบเตือนภัย และศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติ
ปัจจุบัน เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรการที่ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง โดยเฉพาะการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยให้สนับสนุนเป้าหมายของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น การใช้เซนเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำ แทนการเฝ้าระวังด้วยคน ทำให้สามารถติดตามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์ แม้ในช่วงฝนตกหนัก พร้อมส่งข้อมูลและแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที ช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นทิศทางการไหลของน้ำ ระบุจุดเสี่ยงหรือสิ่งกีดขวาง และเข้าจัดการได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสียหาย รวมถึงช่วยให้เมืองและชุมชนฟื้นตัวหลังเกิดภัยพิบัติได้เร็วขึ้น

การสร้างเมืองยืดหยุ่น ไม่ได้อาศัยเพียงการก่อสร้าง แต่ต้องบูรณาการการวางผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน ข้อมูล และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้ท้องถิ่นรับมือและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
หากต้องการรับชมการบรรยายหัวข้อ "ออกแบบเมืองยืดหยุ่น: จากวิกฤตภัยพิบัติสู่การออกแบบทางรอดของท้องถิ่น" โดย รศ.ดร. พนิต ภู่จินดา อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ https://sl.bedrockanalytics.ai/southdisastereventvdo