หลังภัยพิบัติ ห้ามมองข้าม 6 ประโยชน์ของบันทึกหลักฐานความเสียหายลงในระบบดิจิทัล

การบันทึกหลักฐานความเสียหายหลังภัยพิบัติด้วยวิธีเดิม เช่น การถ่ายภาพเก็บไว้ในโทรศัพท์หรือพิมพ์เป็นเอกสาร มักเสี่ยงต่อการชำรุด สูญหาย หรือหาไม่เจอเมื่อถึงเวลาต้องใช้ ส่งผลให้ผู้ประสบภัยอาจไม่ได้รับสิทธิ์ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ปัจจุบันจึงมีการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการบันทึกหลักฐานความเสียหาย เช่น แพลตฟอร์ม CDDP360 ที่ช่วยจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ปลอดภัย และพร้อมใช้งาน มาดูกันว่าการบันทึกหลักฐานหลังภัยพิบัติลงในระบบดิจิทัลมีประโยชน์ต่อผู้ประสบภัยอย่างไรบ้าง
1. ได้หลักฐานชัดเจน ครบถ้วน ตรวจสอบย้อนหลังง่าย
การบันทึกความเสียหายหลังภัยพิบัติลงในระบบดิจิทัล จะช่วยจัดเก็บข้อมูลสำคัญอย่างเป็นระบบ ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ วันเวลา และตำแหน่งที่เกิดความเสียหาย ทำให้หลักฐานมีความถูกต้อง ครบถ้วน ลดความคลาดเคลื่อนจากการจดบันทึกด้วยมือ และช่วยลดข้อโต้แย้งเรื่องข้อมูลไม่ตรงกันในขั้นตอนขอรับความช่วยเหลือ การชดเชย หรือการเคลมประกัน

2. ยื่นเรื่องง่าย ได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้น
การบันทึกหลักฐานความเสียหายลงในระบบดิจิทัล ที่มีระบบการจัดเก็บข้อมูลเป็นระเบียบ มีโครงสร้างและมาตรฐานเดียวกัน จะทำให้รายละเอียดความเสียหายครบถ้วนและพร้อมใช้งานทันที ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ข้อมูลที่ชัดเจน สามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือ เยียวยา หรือสนับสนุนได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาความไม่เท่าเทียมที่เกิดจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่เป็นมาตรฐานได้ด้วย
3. หลักฐานไม่หาย ไม่ชำรุด เรียกใช้ได้ทุกเมื่อ
หลักฐานความเสียหายหลังภัยพิบัติที่บันทึกลงในระบบดิจิทัล มักจะถูกจัดเก็บไว้บนระบบคลาวด์ที่มีความปลอดภัยสูง ทำให้ไม่ต้องพิมพ์เอกสารหรือเก็บเป็นกระดาษให้เสี่ยงต่อการสูญหายหรือชำรุด ที่สำคัญเมื่อผู้ใช้งานต้องการใช้เป็นเอกสารอ้างอิงประกอบการพิจารณารับสิทธิ์ต่าง ๆ ก็สามารถดูหรือใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องค้นหาเอกสารด้วยมือหรือในโทรศัพท์ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ที่บันทึกไว้

4. ข้อมูลปลอดภัย ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
ปัจจุบันการบันทึกข้อมูลลงในระบบดิจิทัล มักจะมีกฎหมายที่ควบคุมความเป็นส่วนตัว อย่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ที่กำหนดให้เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ควบคุมการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลของตนเอง จึงช่วยให้ผู้ประสบภัยมั่นใจได้ว่า ข้อมูลที่บันทึกไว้ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ตำแหน่งที่ตั้ง หรือรายละเอียดความเสียหาย จะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและปลอดภัย ลดความกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหล และสามารถใช้งานข้อมูลได้อย่างมั่นใจ
5. ซ่อมแซมตรงจุด ฟื้นฟูได้เร็ว ลดค่าใช้จ่าย
ข้อมูลความเสียหายที่บันทึกลงในระบบดิจิทัลจะถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ ทำให้เห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจนว่าจุดใดเสียหายรุนแรง จุดใดต้องซ่อมแซมเร่งด่วน และจุดใดควรวางแผนปรับปรุงในระยะยาว ซึ่งจะช่วยให้วางแผนซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินหลังประสบภัยพิบัติทำได้ง่ายขึ้น สามารถจัดลำดับความสำคัญได้ถูกต้อง ลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน ลดต้นทุนและเวลาในการซ่อมแซม อีกทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยให้กับที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินในการรับมือภัยพิบัติในอนาคตได้อย่างตรงจุด
6. ใช้เป็นฐานข้อมูล เพื่อรับมือภัยพิบัติครั้งต่อไป
ข้อมูลความเสียหายหลังภัยพิบัติที่บันทึกไว้ในระบบดิจิทัลนั้น สามารถนำไปวิเคราะห์รูปแบบ ความถี่ และแนวโน้มของภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้สนับสนุนการวางแผนป้องกัน ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนามาตรการหรือนโยบายในการจัดการภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสียหายซ้ำ และเพิ่มความพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคต

การบันทึกหลักฐานความเสียหายหลังภัยพิบัติด้วยระบบดิจิทัลเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ประสบภัยเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ ปลอดภัย ไม่สูญหาย และพร้อมใช้งานทุกเมื่อ หนึ่งในนั้นคือ CDDP360 แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อบันทึกความเสียหายหลังภัยพิบัติ ใช้งานง่าย จัดทำรายงานอัตโนมัติ และพร้อมใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่อขอรับสิทธิ์ความช่วยเหลือได้ทันที เริ่มใช้งาน CDDP360 ฟรีได้ที่ https://sl.bedrockanalytics.ai/cddp360