เมื่อโลกรวน เทศบาลที่ไม่เคยท่วม…ควรมีระบบเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำระดับพื้นที่หรือไม่?

คลื่นความร้อน น้ำท่วมฉับพลัน ฝนตกหนักสุดขั้ว หรือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งไม่เคยประสบมาก่อน กำลังเป็นความท้าทายที่หลายเมืองทั่วโลกต้องเผชิญ รวมถึงเมืองในประเทศไทยเองด้วย
การยึดประสบการณ์และข้อมูลเดิมในอดีตที่ว่า “เทศบาลนี้ไม่เคยท่วม" ไม่ได้การันตีว่า “ในอนาคตจะไม่ท่วม” การเตรียมพร้อมรับมือกับความรุนแรงของฝน สภาพอากาศ ภูมิประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่จึงเป็นเรื่องจำเป็น
ระบบเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำระดับพื้นที่ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เทศบาลติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ความเสี่ยง และมองเห็นแนวโน้มของผลกระทบในพื้นที่ได้ล่วงหน้า แม้พื้นที่จะไม่เคยเกิดน้ำท่วมมาก่อนก็ตาม
ระบบเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำระดับพื้นที่คืออะไร
ปัจจุบันความเสี่ยงจากน้ำท่วม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าในอดีตพื้นที่นั้นเคยน้ำท่วมหรือไม่ แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งความแปรปรวนของสภาพอากาศ ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ น้ำป่าไหลหลาก การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การขยายตัวของเมือง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเส้นทางน้ำและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่
ไม่เพียงเท่านั้น แม้พื้นที่จะไม่เคยมีประวัติน้ำท่วม แต่ก็อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์รอบข้างได้ เช่น เมืองหรือพื้นที่ใกล้เคียงมีการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำ การพัฒนาเมือง หรือมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางระบายน้ำ จนอาจทำให้ทิศทางและปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่เปลี่ยนไป

ระบบเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำระดับพื้นที่ จะช่วยให้เทศบาลรวบรวม ติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำและความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
โดยการทำงานของระบบนั้น จะเป็นการนำข้อมูลหลายด้านมาประมวลผลร่วมกัน เช่น ประวัติน้ำท่วมในพื้นที่และพื้นที่โดยรอบ, ปริมาณและแนวโน้มฝน, เส้นทางและทิศทางการไหลของน้ำ, ระดับความสูง–ต่ำของพื้นที่, การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน, สิ่งกีดขวางหรือจุดเสี่ยงด้านการระบายน้ำ, ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่สำคัญของเมือง, ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์มารวบรวม ซ้อนทับ วิเคราะห์ และแสดงผลผ่าน Dashboard และ Smart Map เพื่อให้เจ้าหน้าที่มองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น เช่น พื้นที่ใดมีความเสี่ยง จุดใดควรเฝ้าระวัง พื้นที่หรือโครงสร้างพื้นฐานใดอาจได้รับผลกระทบ
ทำไมระบบเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำระดับพื้นที่สำคัญกับทุกเทศบาล
หลายเทศบาลที่ไม่เคยประสบปัญหาน้ำท่วม อาจมองว่าความเสี่ยงในพื้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการรอรับคำเตือนหรือข้อมูลจากส่วนกลางก็น่าจะเพียงพอแล้ว ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบขึ้นมาเองอาจต้องใช้ทั้งงบประมาณ บุคลากร และทรัพยากรจำนวนมาก รวมถึงอาจต้องจัดตั้งทีมงานหรือหน่วยงานใหม่
แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลจากระดับประเทศหรือระดับภูมิภาคอาจสะท้อนภาพรวมของสถานการณ์ได้ดี แต่ไม่สามารถตอบทุกคำถามที่เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ได้ เพราะเมื่อเกิดฝนตกหนักหรือสถานการณ์น้ำเปลี่ยนแปลง เทศบาลจำเป็นต้องรู้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ของตนเอง เช่น จุดระบายน้ำ ถนน พื้นที่ลุ่ม ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หรือจุดที่เคยเกิดปัญหาในอดีต เพื่อนำมาประกอบการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
ดังนั้น ระบบเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำระดับพื้นที่ จึงมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มข้อมูลระดับพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ แต่เป็นการนำข้อมูลจากหลายแหล่งมารวบรวม วิเคราะห์ และแสดงผล เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และผู้บริหารเทศบาลได้หลากหลายมิติ
1. บริหารจัดการและประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อมีความเสี่ยงน้ำท่วม ระบบจะช่วยให้หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เห็นสถานการณ์จากข้อมูลชุดเดียวกัน ลดความคลาดเคลื่อนจากการรับส่งข้อมูลหลายช่องทาง ช่วยให้การสั่งการ ประสานงาน และปฏิบัติงานตามแผนได้รวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาใช้สนับสนุนการแจ้งเตือนประชาชนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เช่น พื้นที่ใดควรเฝ้าระวัง พื้นที่ใดควรหลีกเลี่ยง หรือควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร
2. สำรวจจุดเสี่ยงและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
แม้พื้นที่จะไม่เคยน้ำท่วม แต่ก็อาจมีปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงได้ เช่น ท่อระบายน้ำที่มีข้อจำกัด ทางน้ำตื้นเขิน จุดที่น้ำระบายได้ช้า พื้นที่ลุ่มต่ำ หรือมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ซึ่งระบบนี้เป็นการนำข้อมูลมาซ้อนทับกันและแสดงผลในรูปแบบ Dashboard และ Smart Map ทำให้ค้นหาและประเมินจุดเสี่ยงได้ง่าย นำไปสู่การวางแผนป้องกันและบำรุงรักษาได้ล่วงหน้า
อีกทั้ง เทศบาลยังสามารถใช้ข้อมูลไปวางแผนเตรียมความพร้อมต่าง ๆ เช่น เครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย เรือท้องแบน อุปกรณ์ช่วยเหลือ รวมถึงการซักซ้อมแผน การกำหนดพื้นที่และลำดับความสำคัญในการเข้าดำเนินการในช่วงวิกฤตได้ด้วย

3. ลดความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของเมือง
เรื่องที่ต้องระวังสำหรับพื้นที่ที่ไม่เคยน้ำท่วมก็คือ การขาดประสบการณ์ในการรับมือ หากไม่มีข้อมูล ไม่มีแผน และไม่รู้ว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง การตอบสนองอาจล่าช้า จนส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น ทั้งต่อประชาชน บ้านเรือน ธุรกิจ พื้นที่เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง
ระบบเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำระดับพื้นที่ จึงช่วยให้เทศบาลสามารถติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และเตรียมการแจ้งเตือนได้ล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวและเจ้าหน้าที่สามารถจัดลำดับการช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม
ในระยะยาว ข้อมูลจากระบบยังสามารถใช้วิเคราะห์หลังเกิดน้ำท่วมได้ด้วยว่าโครงสร้างพื้นฐานใดมีความเปราะบาง การใช้ประโยชน์ในที่ดินตรงไหนไม่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและเพิ่มมาตรการป้องกันได้อย่างตรงจุด
4. ไม่ต้องตั้งหน่วยงานใหม่ แต่เพิ่มขีดความสามารถให้เจ้าหน้าที่ได้
การมีระบบเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำระดับพื้นที่ ไม่ได้หมายความว่าเทศบาลต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่หรือทำงานแทนหน่วยงานส่วนกลาง แต่เป็นการนำระบบมาใช้ในองค์กร เพื่อรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ และใช้เทคโนโลยีช่วยในจัดระบบข้อมูล วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจได้ทันที ปฏิบัติงานได้รวดเร็ว และใช้ประกอบการตัดสินใจได้ทันเวลา

ระบบเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำระดับพื้นที่ คือหนึ่งในวิธีการสร้างความพร้อมให้กับเมืองที่จะทำให้รู้ว่าหากน้ำมาจะรับมืออย่างไร และเมืองมีความเสี่ยงที่อาจมองข้ามไปหรือเปล่า หากเทศบาลใดต้องการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำระดับพื้นที่ของตนเอง เบดร็อค อนาไลติกส์ พร้อมสนับสนุนการทำงานให้กับคุณ ติดต่อได้ที่: https://bedrockanalytics.ai/th#contact-us