เมืองฟองน้ำคืออะไร ทำไมหลากหลายเมืองในเอเชียเลือกใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตเมือง

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้หลายเมืองทั่วโลกเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน การก่อสร้างที่เกิดจากการขยายตัวของเมืองก็ทำให้พื้นที่ซึมซับน้ำตามธรรมชาติลดลง เมื่อฝนตกจึงทำให้น้ำท่วมขังและระบายไม่ทัน
รายงานของ Greenpeace East Asia คาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 เมืองในเอเชียจะเผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมและความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดย กรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งในเมืองมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมมากกว่า 96% และอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวม 512,280 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เมืองใหญ่อย่างมะนิลา โตเกียว ฮ่องกง โซล และจาการ์ตาก็เผชิญความเสี่ยงเช่นเดียวกัน
หลายเมืองจึงลงทุนสร้างเขื่อน กำแพงกั้นน้ำ หรือท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อรับมือกับน้ำท่วม แต่แนวทางดังกล่าวต้องใช้งบประมาณสูง ใช้เวลาพัฒนายาวนาน และไม่เพียงพอต่อพฤติกรรมของฝนในปัจจุบัน อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการไหลเวียนของน้ำตามธรรมชาติด้วย ด้วยเหตุนี้ เมืองต่าง ๆ จึงเริ่มหันมาใช้แนวคิด "เมืองฟองน้ำ (Sponge City)"
เมืองฟองน้ำคืออะไร ทำไมจึงสำคัญ
เมืองฟองน้ำ (Sponge City) คือแนวคิดการออกแบบเมืองให้สามารถดูดซับ กักเก็บ ชะลอ กรอง และนำน้ำฝนกลับมาใช้ประโยชน์ได้ตามธรรมชาติ เปรียบเสมือน "ฟองน้ำ" ที่ช่วยรองรับน้ำฝนในช่วงฝนตกหนัก ก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยน้ำกลับสู่ธรรมชาติอย่างเป็นระบบ โดยได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังเมื่อปี พ.ศ. 2556 เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขังในเขตเมืองของประเทศจีน
หัวใจสำคัญของเมืองฟองน้ำ คือ การอยู่ร่วมกับน้ำ มากกว่าการพยายามระบายน้ำออกจากเมืองให้เร็วที่สุด เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปรับปรุงคุณภาพน้ำ ลดอุณหภูมิในเมือง และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาวด้วย
แม้ในช่วงต้นของการพัฒนาเมืองฟองน้ำอาจจะต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในระยะยาวจะสามารถลดต้นทุนจากความเสียหายของน้ำท่วม ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการน้ำ ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มมูลค่าพื้นที่ได้ อีกทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะด้านการขจัดความยากจน การสร้างเมืองที่ยั่งยืน และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย

หลักการออกแบบเมืองฟองน้ำ
การพัฒนาเมืองฟองน้ำ ไม่ได้หมายถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการออกแบบเมืองให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นระบบ ผ่าน 6 หลักการสำคัญ ได้แก่
1. การดูดซับน้ำ (Absorption)
การเพิ่มพื้นที่ที่สามารถซึมน้ำได้ เช่น พื้นผิวซึมน้ำ สวนสาธารณะ สวนรับน้ำ และหลังคาเขียว เพื่อลดปริมาณน้ำไหลบ่าบนผิวถนน
2. การกักเก็บน้ำ (Retention)
การสร้างพื้นที่รองรับน้ำชั่วคราว เช่น บ่อหน่วงน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือถังเก็บน้ำใต้ดิน เพื่อชะลอการไหลของน้ำในช่วงฝนตกหนัก
3. การซึมน้ำ (Infiltration)
การสร้างระบบให้น้ำฝนซึมลงสู่ดิน เติมเต็มน้ำใต้ดิน และลดภาระของระบบระบายน้ำ
4. การบำบัดน้ำ (Purification)
การปรับปรุงคุณภาพน้ำ ด้วยการใช้พื้นที่สีเขียวและระบบธรรมชาติ เช่น พืชและดิน ช่วยกรองสิ่งปนเปื้อนก่อนปล่อยน้ำกลับสู่แหล่งน้ำ
5. การนำน้ำกลับมาใช้ (Utilization)
การนำน้ำฝนที่กักเก็บและผ่านการบำบัดกลับมาใช้ เช่น รดน้ำต้นไม้ ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ หรือกิจกรรมอื่น ๆ
6. การระบายน้ำ (Drainage)
การออกแบบระบบระบายน้ำให้ทำงานควบคู่กับพื้นที่รับน้ำ เพื่อรองรับฝนตกหนักและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในระยะยาว
ทั้ง 6 หลักการนี้ต้องทำงานร่วมกับการวางผังเมือง การสร้างความยืดหยุ่นให้เมือง การออกแบบพื้นที่สีเขียว และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสร้างเมืองที่สามารถรับมือกับฝนตกหนัก ภัยแล้ง และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน
ตัวอย่างเมืองฟองน้ำที่ประสบความสำเร็จ
หลายเมืองทั่วโลกได้นำแนวคิดเมืองฟองน้ำมาประยุกต์ใช้ เพื่อรับมือกับน้ำท่วมในเขตเมืองควบคู่กับการพัฒนาความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตให้ประชาชน ตัวอย่างเมืองในเอเชียก็อย่างเช่น
1. นครหวู่ฮั่น
นครหวู่ฮั่น (Wuhan) มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน หนึ่งในเมืองนำร่องโครงการเมืองฟองน้ำของจีน เนื่องจากเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ มีแม่น้ำนับร้อยสายกระจายอยู่ทั่วเมือง เมื่อเมืองขยายตัวจึงทำให้พื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติเหล่านั้นลดลง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงบ่อยครั้ง
เมืองจึงมีการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ สร้างสวนฝน (Rain Garden) ใช้วัสดุที่ซึมน้ำได้ สร้างสวนสาธารณะ และสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำฝน พร้อมตั้งเป้าหมายให้เมืองสามารถดูดซับน้ำฝนได้ 60–85% ของปริมาณน้ำฝนรายปี ตัวอย่างเช่น
- ฟื้นฟูทะเลสาบให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ สามารถกักเก็บน้ำได้กว่า 400,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมช่วยลดอุณหภูมิเมืองและเพิ่มพื้นที่สีเขียว
- สร้างถนนและทางเท้าด้วยวัสดุที่น้ำซึมผ่านได้ ทำให้สามารถดูดซับน้ำฝนได้ถึง 30% ลดน้ำท่วมขังบนถนนและเติมน้ำใต้ดิน
- สร้างสวนฝนตามแนวถนนและสวนสาธารณะ เพื่อกรองมลพิษจากน้ำฝนและชะลอการไหลของน้ำ
ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ แม้หวู่ฮั่นจะเผชิญฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ในปี 2563 แต่พื้นที่เมืองได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมน้อยกว่าที่เคย

2. นครไทเป
นครไทเป (Taipei) ประเทศไต้หวัน เมืองที่ต้องเผชิญกับฤดูฝนยาวนาน 5 เดือน และมีมรสุมเป็นประจำ จึงเลือกปรับแนวคิดจากการป้องกันน้ำ มาเป็นการอยู่ร่วมกับน้ำ ตัวอย่างเช่น
- ปรับปรุง Daan Forest Park สวนสาธารณะใหญ่ใจกลางเมืองให้เป็นทั้งสวนสาธารณะ พื้นที่หน่วงน้ำธรรมชาติ และกักเก็บน้ำบางส่วนไปใช้ประโยชน์ในโรงเรียนประถมศึกษา
- เปลี่ยนถนน ทางเท้า สนามกีฬาโรงเรียน และลานจอดรถบางส่วนให้เป็นพื้นผิวซึมน้ำ โดยใช้ PAC (Porous Asphalt Concrete) ที่ดูดซับน้ำฝนลงสู่ชั้นใต้ดินได้ และลดอุณหภูมิในเมืองช่วงฤดูร้อน
- ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสวนฝนภายในบ้านและชุมชน
- จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในโรงเรียนและชุมชน

3. เขตหลินกั่ง
เขตการค้าเสรีหลินกั่ง (Lingang) ของประเทศจีน ถูกพัฒนาให้เป็นเมืองต้นแบบเมืองฟองน้ำ ตั้งแต่เริ่มวางผังเมือง โดยออกแบบถนนที่ซึมน้ำได้ หลังคาเขียว ระบบกักเก็บน้ำฝน และทะเลสาบเทียม Dishui Lake ให้เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการน้ำของเมือง
แนวคิดนี้ได้รับการพิสูจน์ในปี 2562 เมื่อเมืองสามารถรับมือกับพายุไต้ฝุ่นเลกิมา (Lekima) ซึ่งเป็นหนึ่งในพายุที่รุนแรงของจีน โดยลดผลกระทบจากน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. เมืองจินหัว
เมืองจินหัว (Jinhua) มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน เมืองที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมเขตเมืองจากการพัฒนาพื้นที่โดยทำลายธรรมชาติและระบบนิเวศเดิม จึงเลือกแก้ปัญหาน้ำท่วมเขตเมืองด้วยแนวคิดเมืองฟองน้ำแทนที่จะเลือกสร้างกำแพงป้องกันน้ำท่วม โดยเลือกพัฒนาสวนสาธารณะชุ่มน้ำที่สามารถรองรับระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและตามน้ำขึ้น-ลงได้

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเริ่มสร้างเมืองฟองน้ำได้อย่างไร
แม้แนวคิดเมืองฟองน้ำจะดูเป็นโครงการขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับปรุงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากตั้งแต่เริ่มต้น ตัวอย่างแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ได้แก่
1. เปลี่ยนสวนสาธารณะให้เป็นพื้นที่รับน้ำของเมือง
ปรับปรุงสวนสาธารณะ ลานอเนกประสงค์ เกาะกลางถนน ริมถนน หรือพื้นที่ว่างให้สามารถกักเก็บและชะลอน้ำในช่วงฝนตกหนัก พร้อมเพิ่มพื้นที่สีเขียว เช่น สวนฝน (Rain Garden) สวนหย่อมขนาดเล็ก หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ
2. เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำฝนในชุมชน
ติดตั้งถังเก็บน้ำฝนในอาคารราชการ โรงเรียน หรือศูนย์ชุมชน เพื่อนำน้ำกลับมาใช้รดต้นไม้ ทำความสะอาด หรือใช้ในกิจกรรมสาธารณะ
3. กำหนดให้พื้นที่พัฒนาใหม่รองรับน้ำฝนได้
กำหนดให้พื้นที่พัฒนาใหม่ เช่น ตลาด ศูนย์การค้า หรือโครงการที่อยู่อาศัย มีบ่อหน่วงน้ำหรือพื้นที่กักเก็บน้ำฝน เพื่อช่วยลดภาระของระบบระบายน้ำหลัก
4. ใช้วัสดุซึมน้ำในพื้นที่สาธารณะ
เลือกใช้วัสดุที่น้ำซึมผ่านได้ในการสร้างถนน ทางเท้า ลานจอดรถ หรือเลนจักรยาน เพื่อลดน้ำท่วมขังและเพิ่มการซึมน้ำลงสู่ดิน เช่น ยางมะตอยพรุน (Porous Asphalt) บล็อกพรุน หรือวัสดุที่ช่วยชะลอการระบายน้ำ
5. ฟื้นฟูคลองและทางน้ำธรรมชาติ
ขุดลอกคลอง รักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ และเปิดทางน้ำธรรมชาติ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในระยะยาว
6. ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำ
ติดตั้งเซนเซอร์วัดระดับน้ำ ระบบแจ้งเตือน และแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ช่วยให้ผู้บริหารติดตามสถานการณ์ คาดการณ์ความเสี่ยง และสั่งการได้รวดเร็วก่อนเกิดวิกฤต
ซึ่งหากท้องถิ่นของคุณต้องการยกระดับการบริหารจัดการน้ำด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี เบดร็อค อนาไลติกส์ พร้อมสนับสนุนด้วยโซลูชันด้านการจัดการภัยพิบัติแบบครบวงจร สนใจสามารถติดต่อได้ที่นี่

ภาวะโลกรวนและน้ำท่วมในเขตเมือง เป็นอีกความท้าทายของเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถทำให้เมืองพร้อมรับมือได้ดีกว่าเดิม ด้วย “เมืองฟองน้ำ (Sponge City)” แนวทางที่ผสานธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี เพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นและอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างยั่งยืน เบดร็อค อนาไลติกส์ จึงอยากชวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเริ่มลงมือเปลี่ยนวิกฤตน้ำท่วมให้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ปลอดภัย และพร้อมรับมือกับอนาคต
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ:
https://www.greenpeace.org/thailand/publication/20217/climate-asia-cities-sea-level-rise-report-th/
https://www.sdgmove.com/2021/07/12/sponge-city-wuhan-china-reshape-cities-and-live-with-water/
https://ughw.org/blue-green-infrastructure/
https://www.chinadailyhk.com/hk/article/245365
https://citycracker.co/city-design/spongecity/
https://www.turenscape.com/en/news/detail/405.html
https://ngthai.com/environment/74901/sponge-city/
https://think.moveforwardparty.org/article/urban-development/4586/